กันยายน 11, 2017

บทความเทคโนโลยี

cover-Ch-Two Download—-> อ่านบทเรียนได้ที่นี่

การคำนวณด้วยเครื่องจักร (Machine Computing) ได้เกิดมาจากสรุปจากวลีภาษาอังกฤษทำว่า “From bits and Gates to C and Beyond “
แนะนำบทเรียน
เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถระบุเป็นว่าระบบ (System) ซึ่งทำรับค่าข้อมูลเข้ามาเพื่อประมวลผลและแสดงผลลัพท์ออกรายงาน ต้องดำเนินการครบทั้งสามส่วนถึงจะทำงานได้ ดังนั้นสามารถเรียกอีกอย่างว่าระบบการคำนวณด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ด้วยส่วนนำเข้า (Input) เพื่อรับข้อมูล (data) และแสดงผลการประมวลผล จากการประมวลการคำนวณ (Compute Processing) เป็นเครื่องจักรกลได้จากการประกอบด้วยวงจรทางอิเล็กทรอนิกส์ (gates) จำหลายมากที่ติดต่อสื่อสารกันเพื่อให้เกิดการคำนวณจึงสามารถเรียกชื่อได้ว่า คอมพิวเตอร์ (Computer)
อาจจะกล่าวได้ว่า คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่ออานวยความสะดวกและช่วยในการทำงานของมนุษย์ โดยมีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป พัฒนาการของคอมพิวเตอร์มีมาอย่างต่อเนื่องจนในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นที่นิยม และราคาถูกลงมากเมื่อเทียบกับสมัยก่อน อีกทั้งความสามารถและประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ก็เพิ่มขึ้นทั้งในด้าน ความเร็วในการประมวลผลข้อมูล และความสามารถในการเก็บข้อมูลมากขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น ด้วยการพัฒนาขั้นตอนวิธีในการประมวลผลหรือการคำนวณ ต้องมีภาษาชั้นสูงที่ใกล้เคียงภาษามนุษย์(ภาษาอังกฤษ) ที่มีการสร้างขึ้นที่ดำเนินการประมวลได้ในระดับต่ำภาษาของวงจรอิเล็คทรอนิกส์ (Electronic Circuit) ได้แก่การใช้หลักวิธีตรรกศาสตร์ (logic gates) คือ บิต (bits) เช่นการตรวจสอบเหตุการสองเกิดการที่เกิดจริงพร้อมกันได้แก่ AND เป็นต้น จนกระทั่ง วิธีทางคณิตศาสตร์ (mathematic gates) เช่น คำสั่งการรวมกันไดแก่ ADD เป็นต้น ภาษาโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ชั้นสูงเช่น ภาษาซี (C) ใช้สร้างซอทฟ์แวร์เก็บไว้ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำหน้าที่สั่งการและควบคุมการประมวลผลเครื่องคอมพิวเตอร์
มีอะไรในบทเรียน
เริ่มด้วยบทที่ 2 ว่าด้วยวงจรอิเล็คทรอนิกส์ทำให้เกิดอุปกรณ์ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนทางอิเล็คทรอนิกส์ที่เชื่อมต่อกันด้วยสายไฟฟ้าซึ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะทำงานด้องมีสายไฟฟ้าที่รับความต่างศักด์ทางไฟฟ้สต่ำหรือสูง ตัวอย่างเช่นระหว่างความต่างศักด์ทางไฟฟ้าระหว่าง 115 โวลท์จาก 118 โวลท์ จะนำความหมายทางตรรกศาสตร์เป็นการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าถ้าปรากฏว่ามีความต่างศักด์จะแทนด้วย 1 และทางตรงข้ามคือปรากฏความแตกต่างศักด์จะแทนด้วย 0 ในทางวงจรที่แสดงผลลัพท์เป็น 0 หรือ 1 นั้นเอง
ดังนั้น สารสนเทศจึงมีการเข้ารหัสด้วยลำดับของกลุ่มของ 0 และ 1 ตัวอย่างเช่น การเข้ารหัสของตัวอักษร a ด้วย 01100001 อีกตัวอย่างถ้าต้องการเลขฐานสิบ 35 แทนด้วย 00100011 เป็นต้น ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดในเรื่องการเข้ารหัส (Information encoded) อีกครั้งต่อไป
เมื่อการได้สารสนเทศจะการนำเอากลุ่มของเลข 0 และ 1 มาเข้ารหัสเป็นการดำเนินการ (operation) ตัวอย่างเช่น การบวก (addition) เป็นต้น จะเป็นการเริ่มขบวนการระหว่างการการนำเข้ามาเข้ารหัสเพื่อให้ได้ผลลัพท์เป็นการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ กล่าวในบทที่ 4 ต่อจากนั้นจะได้ทราบว่าการนำตัวทรานสิตเตอร์หลายตัวมาประกอบกันเป็นไมโครโพรเสดเซอร์ เป็นการศึกษาการทำงานเชิงโครงสร้างของไมโครโพรเสดเซอร์ส่วนใหญ่ เช่น การบวก (addition) และ การเก็บข้อมูลไว้ใข้งาน สำหรับบทที่ 4 จะเป็นการรวมของความเป็นไปได้ของโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นตามแบบจำลองเครื่องจักร ของ วอน นอแมนน์ (Von Neumann) โดยจะอธิบายหลัการทำงานพื้นฐานว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร ต่อจากนั้นบทที่ 6 จะได้ศึกษาเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างง่ายที่เรียาว่า LC-3 มาจากคำว่า Little Computer 3 ซึ่งมีการเริ่มพัฒนาด้วย LC-1 ต่อมาก็มี LC-2 จึงพัฒนามาเป็น LC-3 ในปัจจุบัน ซึงมีความคุณลักษณะสำคัญของไมโครโพรเสดเซอร์มีใช้งานอยู่ที่ผ่านมาตัวอย่างเช่น Intel 8088 ที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (personal computer : PC) ของบริษัท IBM เมื่อปี 1981 หรือ Motorola 6800 ที่ใช้ในเครืองแม็กอินทอช์ เมื่อปี 1984 หรือ Intel Pentium IV ซึ่งเป็นโพรเสดเซอร์ประสิทธิภาพสูงที่ใช้ใน PC ในปี 2003 ด้วยคุณลักษณะสำคัญของโพรเสดเซอร์จำลอง LC-3 นั้นคือ “real” ทำให้เข้าขบวนการทำสลัลสับซ้อนของคำนวณเลขจำนวนจริง (real)
เมื่อเข้าใจการว่า LC-3 ทำงานอย่างไรแล้ว ขั้นตอนไปเป็นการโปรแกรมสั่งให้โพรเสดเซอร์ทำงาน ขั้นตอนแรกต้องทำการศึกษาภาษาเครื่องที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์จำลอง (บทที่ 7) แล้วทำความเข้าใจภาษาสัญลักษณ์แทนภาษาเครื่องจะเรียกว่า assemble language เพื่อให้มนุษย์ทำงานร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ง่ายขึ้นด้วย (บทที่ 8) สำหรับบทที่ 9 จะเจาะไปที่การกำหนดปัญหาในส่วนการนำเข้าข้อมูล (input) และแสดงผลลัพท์ (output) ของ LC-3 สำหรับบทที่ 10 ควบคุมกลไลหลัก 2 วิธี ได้แก TRAPs และ subroutine
จากนั้นจะสรุปแนะนำการโปรแกรมบน LC-3 ในบทที่ 11 ด้วยการนำกรอบแนวความคิดสำคัญได้แก่ สแตก (stack) และการแปลงข้อมูล (data conversion) เป็นประยุกต์ใช้เครื่อง LC-3 เป็นเครื่องช่วยคำนวณทางคณิตศาสตร์ (calculator)

cover-Ch-Three

บทที่ 3 บิตและก่รดำเนินการ (Bit and Data Operation)

หัวข้อเนื้อหา บิต ชนิดข้อมูล และ การดำเนินการ

cover-Ch-Two

บิตและชนิดข้อมูล (Bit and Data types)

บทที่ 2 บิตและชนิดข้อมูล (Bit and Data types)

หัวข้อเนื้อหา บิต ชนิดข้อมูล และ ระบบจำนวน

cover-Ch-One

แนวคิดพื้นฐานคอมพิวเตอร์

บทนำ (Introduction) การคำนวณด้วยเครื่องจักร (Machine Computing) ได้เกิดมาจากสรุปจากวลีภาษาอังกฤษทำว่า “From bits and Gates to C and Beyond “

Thai_TCPIP_eBook

Thai_TCPIP_eBook ภาษาไทย

 

เอกสารคู่มือสำหรับนิสิตและนักศึกษาที่ต้องการศึกษาหลักการพื้นฐานการสึ่อสารกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์เชิงปฏิบัติการ พร้อมรวมการสาทิสด้วยสื่อผสมด้วยการจำลองการเคลื่อนไหวในลักษณะภาพเสมือนก่อนนำไปปฏิบัติในการทดลองทั้งในแบบสถานะการเสมือนจริง (Virtual Reality) หรือ การทดลองในสถานะการจริง (Real experiment)
Eng_TCPIP_eBook

TCPIP_eBook in English

เอกสารคู่มือภาษาอังกฤษสำหรับนิสิตและนักศึกษาที่ต้องการศึกษาหลักการพื้นฐานการสึ่อสารกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์เชิงปฏิบัติการ พร้อมรวมการสาทิสด้วยสื่อผสมด้วยการจำลองการเคลื่อนไหวในลักษณะภาพเสมือนก่อนนำไปปฏิบัติในการทดลองทั้งในแบบสถานะการเสมือนจริง (Virtual Reality) หรือ การทดลองในสถานะการจริง (Real experiment)

cover_icon

Digital image analysis and interpretation is course provides general knowledge on digital image processing techniques to assist the interpretation and analysis of remotely-sensed data. Emphasis will be given on image enhancing technique using various standard image enhancing programs and the analysis of data from multispectral sensors. The main reference textbook used in the course based on John R. Jensen (2005) with entitled Introductory Digital Image Processing: A Remote Sensing Perspective. However, since the technology of remote sensing and techniques in digital image processing are rapidly change, the review and updating the knowledge in science of remote sensing and digital image processing are necessary. Therefore, the textbook with entitle “Fundamental of Remote Sensing and Digital Image Processing” are prepared based for the course (Digital image analysis and interpretation: 106 602). Major source of this textbooks were extracted from relevant remote sensing and digital image processing book included:

• Foody, G. M. 2004. Sub-Pixel Methods in Remote Sensing in In Remote Sensing Image Analysis: Including the Spatial Domain. De Jong, S.M., van der Meer, F.D. (eds.) Kluwer
Academic Publishers, the Netherlands. pp: 37–49.
• Schowengerdt, R. A. 1997. Remote Sensing: Models and Methods for Image Processing. Academic Press, Inc. New York. 522 p.
• J Jensen, J. R. 2005. Introductory Digital Image Processing: A Remote Sensing Perspective. 3rd Edition. Practice Hall. 526 p.
• Lillesand, T. M. and R. W. Kiefer, and J. W. Chipman. 2004. Remote Sensing and Image Interpretation. John Wiley & Sons, Inc. New York, 763 pp.
• McCloy, K. R. (2006). Resources Management Information Systems: Remote Sensing,GIS and Modeling. 2Nd Edition. CRC Press Taylor & Francis Group, Fl, 575.
The main objectives of this textbook are as follows:
1. To provide concept and principle of remote sensing and sensors technology,
2. To review basic knowledge of aerial photographs and visual interpretation,
3. To provide fundamental and advance knowledge in digital image processing with digital change detection.

 

Comments

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.